[TAG] เรียน "ศิลปศาสตร์" อย่างคนมีกึ๋น! + (พ่วงเกียรตินิยมให้ด้วยเอ้า!)
posted on 01 Oct 2008 21:51 by foochanja in TAGsสวัสดีค่ะพี่น้อง
หุหุ ตอนนี้รายงานยังไม่เสร็จหรอกนะคะ ปิดเทอมก็ยังไม่ปิด สุขภาพร่างกายกำลังย่ำแย่ (เพิ่งไปหาหมอมา) แต่วันนี้ขออัพเอนทรีใหม่ เพราะไปเจอแท็คที่น่าสนใจสุดๆ เข้า!
Tag เรียน......อย่างคนมีกึ๋น ค่ะ
กติกา:
1. copy กติกาของแท็กคนมีกึ๋นไปใส่ไว้ในเอ็นทรี่
2. ตั้งชื่อเอ็นทรี่เป็น "Tag เรียน....อย่างคนมีกึ๋น" <-- ใส่ชื่อคณะหรือเอกที่คุณเรียนลงไป
3. ตอบคำถาม 5 ข้อต่อไปนี้
- ตอนนี้กำลังเรียนคณะอะไร สาขาอะไรอยู่?
- สาขาที่เรียน เรียนยังไง เรียนอะไรบ้าง?
- สาขาที่เรียนเอาไปใช้ทำอะไรได้บ้าง?
- บอกเคล็ดลับการเรียนในสาขานี้อย่างคนมีกึ๋นมา 1 ข้อ
- อยากบอกน้องๆ ที่จะเลือกคณะนี้ว่า??
4. พิมพ์ชื่อ Tags ให้ไปอยู่ในหมวดหมู่ของคณะตัวเอง เช่น มนุษยศาสตร์ นิติศาสตร์ ฯลฯ
รวมถึงหมวดหมู่ Admission เพื่อให้น้องๆ ที่กำลังจะสอบเข้ามหาวิทยาลัย
ได้เข้าไปเลือกอ่านได้ตามความสนใจ จากนั้นอย่าลืม.. ส่ง tag ต่อ
เพิ่งไปอ่านมาจากบลอคน้องดีจังแล้วปิ๊งสุดๆ เลย เลยขอเอามาทำหน่อยนะคะ
TAG เรียนศิลปศาสตร์ อย่างคนมีกึ๋น
ก่อนอื่นขอชี้แจงก่อนว่า กลุ่มคณะที่เรียนภาษานี่จะเรียกชื่อคณะต่างกันไปในแต่มหาวิทยาลัยนะคะ ได้แก่ อักษรศาสตร์ (Arts) ศิลปศาสตร์ (Liberal Arta) มนุษศาสตร์ (Humanities รึเปล่านะ?) โดยสรุปแล้วก็เป็นแขนงคณะเดียวกันจ้า
1. ตอนนี้กำลังเรียนคณะอะไร สาขาอะไรอยู่?
>> ต๊ายตาย จบแล้วสิเรา เขินอยู่นะเนี่ย (รู้สึกแก่ - -'') เอาเป็นว่าจบ ป. ตรี คณะศิลปศาสตร์ สาขาภาษาอังกฤษ ธรรมศาสตร์ และตอนนี้ กำลังเรียน ป. โท คณะศิลปศาสตร์ สาขาการแปลภาษาอังกฤษและไทย ที่สถาบันเดิมจ้ะ
เอาเป็นว่าที่ตอบนี้ จะตอบแค่ตอนเรียนเรียน ป. ตรี แล้วกันนะคะ ถ้าใครสนใจต่อยอดการแปล ป. โท ก็ ems ถามหลังไมค์แล้วกันนิ
2. สาขาที่เรียน เรียนยังไง เรียนอะไรบ้าง
สาขาภาษาอังกฤษของธรรมศาสตร์ แบ่งเป็นวิชาบังคับเอก และวิชาเลือกเสรี เหมือนกัน
แต่ก่อนอื่น มาดูความแตกต่างระหว่าง เอกภาษาอังกฤษ ของ มธ. กับ มหาลัยอื่นกันก่อน
นั่นคือ มหาลัยอื่นๆ จะมีแค่เอกภาษาอังกฤษ ใช่ไหม แต่ที่ธรรมศาสตร์ จะมีเอกภาษาอังกฤษ และ ภาษาและวรรณคดีอังกฤษ ซึ่งต่างกันมากทีเดียวนะ
ทีนี้มาดู วิชาบังคับเอก ของภาคภาษาอังกฤษ
ภาควิชาภาษาอังกฤษจะเน้นพัฒนาทักษะอย่างเข้มข้น ทั้ง ฟัง พูด อ่าน เขียน และมีการเรียนภาษาศาสตร์ และการแปลเบื้องต้นเป็นวิชาบังคับด้วย ซึ่งจะเป็นตัวต่อยอดให้นักศึกษาที่สนใจเรียนในวิชาที่สูงขึ้นไป ด้านวรรณคดีจะมีแค่ตัวเบื้องต้น (introduction to English Literature) เพราะวิชาสายวรรณคดีโอนไปอยู่ภาควิชาภาษาและวรรณคดีอังกฤษเรียบ (น่าเสียดายมาก) ซึ่งการพัฒนาทักษะเหล่านี้ บางคนอาจคิดว่ามันซ้ำซากและหินไป แต่พอเอาเข้าจริงจะรู้สึกว่าตัวเองพัฒนาขึ้นมาโดยไม่รู้ตัวเลยละ
ต่อมาเป็น วิชาเลือกเสรี ของภาคภาษาอังกฤษ
ถึงจะบอกว่าเป็นวิชาเลือกเสรี แต่บางวิชาก็ต้องผ่านวิชาไล่ระดับก่อนหน้ามาหลายตัวเหมือนกัน ซึ่งวิชาแต่ละวิชาก็จะโดดเด่นในสายวิชานั้นเลย เช่น สายการเขียน ก็จะมี Journalistic writing (การเขียนข่าว) Academic writing (การเขียนเชิงวิชาการ) Creative writing (การเขียนเชิงสร้างสรรค์) ดังนี้เป็นต้น สายการฟังพูด จะมีวิชาที่เด่นมากคือ Seminar in Current Issues ที่คุณจะได้พูดๆๆๆๆ จนหมดแรงไปเอง (แน่นอนว่าเรียนเป็นภาษาอังกฤษ ใครที่คิดว่าตัวเองพูดเก่งไม่เก่ง จะวัดดวงกันวิชานี้แหละ) สายการอ่านก็อ่านกันตาเหลือก นอกจากนี้ยังมีวิชาล่าม (Interpretation) กับ การแปล (Translation) ซึ่งสำหรับฟูจังเรียนสายแปลมาตลอดค่ะ (นับเป็นประมาณไม่ถึง 10% ของทั้งเอก)
3. สาขาที่เรียนเอาไปใช้ทำอะไรได้บ้าง
คำถามยอดฮิตของพวกที่เรียนคณะสายนี้ต้องเจอเลยนะเนี่ย
ตอบแบบกำปั้นทุบดินว่า "ทำอะไรก็ได้ที่อยากทำ" ล่ะ!
อันนี้เรื่องจริงเลยนะคะ เพราะการเรียนภาษาเราไม่ได้เรียนแค่ตัวภาษา แต่เราเรียนวิธีคิด วิธีมองสิ่งต่างๆ อย่างมีสุนทรียภาพ และรู้จักปรับตัวให้เข้ากับสังคมและความเปลี่ยนแปลงได้อีกด้วย นอกจากนี้ภาษาเป็นวิชาที่ต่อยอดได้มาก ถ้าคุณอยากเปิดธุรกิจส่วนตัว คุณจะได้เปรียบด้านภาษา (เช่น ภาษาอังกฤษ) ถ้าคุณอยากเรียนต่อสาขาอื่นๆ คุณสามารถเรียนหลักสูตรนานาชาติก็ยังได้ ถ้าอยากพบปะผู้คนเยอะๆ และชอบเที่ยว จะเป็นไกด์ก็ไม่แปลก ถ้าชอบสอนก็เป็นครูสอนภาษาก็น่าเชื่อถือ โอ๊ย เยอะแยะค่ะ
ส่วนตัวสำหรับฟูจัง วิชาที่เรียนมาเป็นประโยชน์ทุกวิชา ที่สำคัญคือ "การแปล" ฟูจังไม่อาจตอบได้ว่าการเรียนแปลจะทำให้ตัวเองเป็นนักแปล (ความสามารถยังไม่ถึงขั้น) แต่บอกได้อย่างหนึ่งว่า การได้เรียนสิ่งที่ตัวเองชอบ จะได้ทำงานที่ตัวเองชอบ และมีความสุขเอง
4. บอกเคล็ดลับในการเรียนอย่างคนมีกึ๋นมา 1 ข้อ
เคล็ดลับในการเรียนหรือ? เอ..จะว่ามีก็เหมือนมี จะว่าไม่มีก็เหมือนไม่มีนะเนี่ย
ไหนๆ ก็ถามแล้ว ขอตอบเยอะๆ เลยละกัน
1. เรียนสิ่งที่อยากเรียน >> สำคัญที่สุดเลยนะข้อนี้ เพราะว่าบางวิชาเราอาจจะเฮละโลลงตามเพื่อนไป แล้วผลออกมาย่ำแย่มาก เพราะไม่ใช่วิชาที่เป็นแนวของเรา แต่วิชาที่เราอยากเรียนกลับไม่ยอมลงเพราะฟังคำขู่มาเยอะ อย่างฟูจังนี่เลือกเรียนแปลแบบสวนกระแส (รอพีจังกับเจ๊คิโนะมายืนยันได้ คนเรียนน้อยจริงๆ) แต่เมื่อมันเป็นวิชาที่อยากเรียนแล้ว เชื่อเถอะว่าเราทำอะไรเพื่อมันได้ทั้งนั้น แล้วยิ่งเรียนจะยิ่งสนุก จริงๆ นะ
2. ย้ำคิดย้ำทำหน่อย >> อันนี้สำหรับวิชาที่ไม่ถนัดหรือไม่ชอบเอาซะเลย ความหมายจริงๆ คือ "ขยัน" ให้มากหน่อยนั่นเองค่ะ รู้ว่าวิชาไหนไม่ชอบก็อย่าเพิ่งถอดใจ เพราะบางครั้งมันอาจเป็นวิชาบังคับที่ส่งผลต่อชีวิตรั้วมหาลัยของเราได้ เคล็ดลับการย้ำคิดย้ำทำคือ เราอาจจดโน้ตลงสมุดเล็กๆ หรือเขียนลงกระดาษแล้วแปะไว้ตามที่ต่างๆ ที่จะเห็นได้ง่าย เอาว่ายังไงก็ต้องเห็นสิ่งที่เราจดไว้วันละอย่างน้อยหนึ่งครั้ง ทำบ่อยๆ เข้า มันจะซึมซับเข้าหัวไปเอง
3. จดเลคเชอร์ด้วยตัวเอง >> อันนี้เป็นความภูมิใจส่วนตัวเล็กๆ คือเรียนมหาลัยมา 4 ปี ฟูจังไม่เคยโดดเลยสักคาบ จนมาปี 4 เทอม 2 นี่ที่ตัดสินใจโดดไปครั้งนึง (แต่ก็ไม่มีเลคเชอร์) การจดเลคเชอร์ด้วยตัวเอง จะทำให้เราพัฒนาความคิดแบบเป็นของตัวเอง สามารถเขียนคำย่อ วาดการ์ตูน หรืออะไรต่อมิอะไร ซึ่งทำให้จำได้ง่ายและสะดวกกว่าอ่านสรุปของคนอื่น
4. เขียนสคริปต์ด้วยตัวเอง >> ในกรณีที่จะพรีเซนต์วิชา speaking จ้ะ การร่างสคริปต์เอง ทำให้เราจดจำได้ง่ายและเร็วอีกเช่นกัน ภาษาก็จะง่ายด้วย เราพูดได้ง่าย คนฟังก็เข้าใจ (พวกที่ลอกข้อมูลจากหนังสือหรือเน็ตมาพูดจะเงอะๆ งะๆ บางทีภาษายากไป งงทั้งคนพูดคนฟังก็มี) ทำให้เวลาไปพูดหน้าชั้นไม่ต้องเหลือบตามองสคริปต์เลย เพราะเราเขียนเอง มันอยู่ในหัวเราอยู่แล้ว จากนั้นเกรดสวยๆ ก็จะตามมา (มั่นใจสุด เพราะวิชาสาย speaking ได้ต่ำสุดคือ B+ จ้ะ)
5. ผ่อนคลายบ้างนะตัวเอง >> คนเรามีวิธีระบายความเครียดแตกต่างกันออกไป แต่ต้องมีนะคะ! สำหรับฟูจังนี่อ่านการ์ตูนแหลกราน ไปงานการ์ตูน อ่านโด ดูอนิเมะ โฮกวาย ได้ทั้งนั้น ซึ่งมันเป็นวิถีของเราด้วยแหละ แอบภูมิใจนิดๆ เหมือนกันว่าเราก็อ่านการ์ตูนมากมาย บางคนอาจบอกว่าไร้สาระ ไม่รู้จักโต แต่ฉันคนนี้ก็เรียนจนคว้าเกียรตินิยมมาได้นะเออ !!
5.อยากบอกน้องๆที่เลือกคณะนี้ว่า
เลือกอย่างที่ตัวเองต้องการ เรียนอย่างสนุก แล้วจะมีความสุขตลอดสี่ปี
อย่าคิดว่าอันนั้นยาก อันนี้เรียนไม่ไหวแน่ ถ้าไม่ได้เรียนมันก็ไม่รู้หรอก จริงไหมคะ?
นอกจากนี้ชีวิตมหาลัยมีอะไรมากกว่าการเรียนน้า อย่าลืมทำกิจกรรมและทำความรู้จักกับเพื่อนต่างคณะบ้าง เพราะการเรียนมหาลัยก็คือการพัฒนาการเข้าสังคมไปอีกขั้นหนึ่งนั่นเอง...แล้วตอนจบจะได้ไม่มีรูปถ่ายแต่กับเพื่อนครุยสีเดียวกัน 555
++++++++
จบแล้วค่าสำหรับแท็คนี้ จะเป็นประโยชน์กับใครบ้างไหมน้อ ยังไงก็ขอบคุณคนที่คิดแท็คนี้ขึ้นมา เพราะมันเยี่ยมมากเลยค่ะ พี่น้องท่านใดสนใจรับไปทำต่อก็ขอเชิญเลยค่ะ ^^
ตอนนี้ขอลี้ไปทำรายงานและรักษาสุขภาพตัวเองต่อแล้ว ถ้าทำรายงานเสร็จปิดเทอมเมื่อไหร่ คงได้กลับมาอย่างดี๊ด๊าค่ะ
บ๋ายบายไปก่อนนะคะ จนกว่าจะถึงวันนั้นค่ะ
edit @ 1 Oct 2008 23:06:59 by ฟูจัง~*
edit @ 2 Oct 2008 14:05:59 by ฟูจัง~*
^^")

#1 By ฟูจัง~* on 2008-10-01 23:25